ตัวไหนแจ๋วกว่า ช่วยเหลือหน่อยค่ะ |
คื่อว่าจากศึกษามาสักระยะ
เลยอยากจะให้ท่านกูรูทั้งหลาย ช่วยเลือกหน่อยค่ะว่า
จับคู่ตัวไหนน่าสนใจกว่ากันค่ะ
1.Nuova simonelli Appia (S) แถม M5
2.ชุด Astoria Compact CKX + K6 Ti
3.CREM G10+ M5
4.EXPOBAR Office Control+ K6
|
ผู้ชง : ปลายวัน 25 Jul 09, 18:35.  |
|
ผู้ชิมคนที่: 1 |
| สำหรับผมเอา G10 หรือไม่ก็ Appia ครับ ใหญ่กว่า อีก 2 ตัวเลือกเยอ่ะครับ |
ผู้ชิม : 11 25 Jul 09, 19:54.  |
|
ผู้ชิมคนที่: 2 |
เครื่องบด ok ทั้งนั่นครับ
แต่เครื่องชงต้องดูก่อนว่าร้านเราไซส์ไหน ขายวันละกี่แก้ว
ถ้า 20-60 แก้ว เลือก Astoria หรือ Expobar ครับ
ถ้ามากกว่านั้น G10 หรือ Appia
คร่าว ๆ นะครับ |
ผู้ชิม : ])ekdee 25 Jul 09, 20:41.  |
|
ผู้ชิมคนที่: 3 |
ผมให้ความสำคัญกับเครื่องบดก่อนเสมอครับ กรณีนี้เลือก AstoriaCKX + K6 แต่เท่าที่ดูคือ มีงบเท่านี้ และให้เลือก จากที่เห็นผมว่าคู่ที่ผมเลือกจะให้รสชาติกาแฟดีที่สุดครับ แต่ไม่ได้สะดวกที่สุดเพราะ CKX ไม่มี Volumetric
สำหรับผมแล้วมีประสบการณ์มาว่าเครื่องบดที่มีขนาดเฟือง 63 มม. มักให้รสชาติที่ดีกว่าเฟือง 58 มม.เสมอครับ ขนาดว่าตัว K3 ของผมตอนซื้อใหม่ๆ เจอแดงต้อยแก่ๆ(La San Marco) ของคุณตู๋เข้าไป สู้ไม่ได้ครับ K3 กับ K6 ตอนไปออกงานตั้งข้างกัน กาแฟเดียวกัน รสชาติก็สู้ K6 ไม่ได้ ตอนนี้อยู่ที่ร้าน K3 ก็สู้ MDME ไม่ได้เช่นกันครับ และมันให้ผลต่างกันมากกว่าเครื่องชงที่ถูก set ค่ามาดีพอๆกัน ทั้งที่เครื่องชงราคาต่างกันมาก แต่ต้องมีพื้นฐานใกล้เคียงกันอยู่นะครับเช่นปั๊มโรตารี่ ระบบ HX ประมาณนี้ครับ
แต่ถ้าคุณอยู่ในทำเลที่ดี และคาดว่าขายได้มากแน่นอน ผมขอเตือนว่าการมี Programable Volumetric Control เป็นสิ่งจำเป็นครับ ควรให้ความสำคัญกับมันในกรณีนี้ก็แนะนำว่าดู CKX RE ไว้ด้วยน่าจะดีกว่าครับ รวมกับเครื่องบดแล้วราคาน่าจะพอกับ Appia หรือถ้าไหวก็เอา Appiaไปเลยแต่ขอเพิ่มตังนิดหน่อยเอา MX ไม่ใช่ M5 ครับ |
ผู้ชิม : มดแดงไฟ 25 Jul 09, 22:41.  |
|
ผู้ชิมคนที่: 4 |
คำอธิบายคุณมดแดงไฟ ชัดเจนดีครับ
ขอถามต่ออีกนิดครับว่า เพราะอะไร เฟืองบดที่มีขนาดใหญ๋กว่าจึง
ให้รสชาติกาแฟที่ดีกว่าครับ
หากเราบดกาแฟเพื่อชงแค่ชอตเดียว(ความร้อนไม่ทันได้เกิด) จะต่างกันไหมครับ
หรือจะต่างกัน เพราะลักษณะการบดหรือเฉือนกาแฟที่ระยะต่างกัน?
ขอแอบถามนอกเรื่องอีกครับ
ชอตกาแฟที่ สิบ วินาที ยี่สิบ วินาที เกินสามสิบวินาที
ในทางเคมีแล้ว สารที่อยู่ในกาแฟ มันเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างครับ
เข้าใจว่า กาแฟ ก็คือ ผลไม้ต่างแห้งชนิดหนึ่ง
เวลาเจอความร้อนและแรงดันสูงๆ เคมี ที่อยู่ในเนื้อเมล็ดกาแฟน่าจะเปลี่ยนไป
ทำให้เกิดรสเปรี้ยว หรือ รสขม รสชาติต่างๆ ที่เปลี่ยนไป
เมื่ออุณหภูมิแล้วเวลาผ่านไป
ผมอยากทราบไว้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ของตัวเองครับ
ขอบคุณครับ  |
ผู้ชิม : กุ้งไร้สาร 26 Jul 09, 08:44.  |
|
ผู้ชิมคนที่: 5 |
ในกรณีที่คุณถามมาผมก็ยังยันคำตอบเดิมเลยครับ ต่อให้เป็นช็อตแรกของวัน เฟือง 58 ไม่อาจให้รสชาติดีเท่าเฟือง 63 ได้ เท่าที่ลองมานะครับ แต่พวกเฟือง 63 เหมือนกันจะให้รสชาติใกล้เคียงกัน
การบดกาแฟนั้นไม่ใช่เพียงแต่ใบมีดที่ตัดเมล็ดกาแฟครับ ตัวผงกาแฟที่บดแล้วมันเฉือนกันเองด้วย เมล็กกาแฟที่บดแล้วจะไม่ได้มีลักษณะที่รูปทรงกลม แต่จะเหมือนอุกาบาตที่มีเหลี่ยมมุมมาก เป็นการเพิ่มพื้นที่สัมผัสครับหลักการนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเฉพาะเครื่องบดกาแฟครับ เครื่องบดข้าวก็ทำเหมือนกันนี่แหละ สำหรับ Flat Burr ซึ่งตรงนี้ผมเข้าใจว่ามันมีพื้นที่ที่ให้โอกาสในการเฉือนกันเองระหว่างตัวผงกาแฟมากกว่าด้วย เลยทำให้เกิดเหลี่ยมมุมที่มากกว่าครับ อัตราการสกัดของกาแฟขึ้นกับความละเอียดก็จริง แต่น้ำกาแฟจะสกัดผงกาแฟที่มีพื้นที่ผิวมากกว่าได้ดีกว่าครับ
ส่วนเรื่องกาแฟช็อตเร็วหรือช้าสารละลายจะมีความแตกต่างอย่างไร ตรงนี้คงต้องอธิบายไปถึงหลักการละลายครับ ว่าสารที่อยู่ในกาแฟมีทั้งสารที่ละลายได้เร็ว และสารที่ละลายได้ช้า สารที่ละลายได้เร็วอย่างน้ำตาล หรือกรดโมเลกุลสั้น หรือสารให้กลิ่นโมเลกุลสั้นซึ่งให้กลิ่นแรง จะละลายเร็วกว่าครับ โดยหลักการ สารที่มีน้ำหนักโมเลกุลมากจะละลายช้าลงและละลายได้น้อยกว่า ทีนี้ลองไปดูสูตรโครงสร้างก็ได้ครับ พวกแอซิดีตี้คมๆ อย่างอะเซติกหรือมาลิก หรือซิตริด โมเลกุลไม่ใหญ่มาก ละลายเร็ว เมื่อชงกาแฟที่ใช้เวลาสั้น จะมีอัตราส่วนรสชาติของสารพวกนี้มาก ก็คือได้สารละลายที่มีความเปรี้ยวมากกว่า แต่ถ้ามันเร็วไปมันก็บางครับเพียงแต่ว่าเปอร์เซนต์ที่มันจะขมจากคิวนิน แทนนิน มันก็จะน้อย เพราะพวกนี้ละลายช้ากว่า ในขณะที่เมื่ออัตราการไหลช้าลง ก็เหมือนกับเราให้โอกาสในการสกัดมากขึ้น(โดยเวลา) สารพวกนี้ทั้งหมดก็จะถูกสกัดมากขึ้น
การชงกาแฟนั้นคือการควบคุมเอาสิ่งที่ดีออกมาให้หมด และรีบหยุดการสกัด เพื่อไม่ให้สิ่งที่เราไม่ต้องการตามออกมาได้ทันครับ แต่ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีเลย เพียงแต่ ตรงไหนล่ะที่อัตตราส่วนมันดี ตรงนี้ไปสัมพันธ์กับอุณหภูมิอีกว่าของโมเลกุลใหญ่ละลายที่อุณหภูมิสูงครับ(โดยมากนะ) และพวกกลิ่นแรงๆพุ่งๆหอมๆที่อยู่ในกาแฟส่วนมากโมเลกุลมันสั้น เราก็เลยสกัดในอุณหภูมิต่ำลงอีกนิดจะดีกว่า แต่ก็นั่นแหละ ถ้ามันเย็นไปมันก็ไม่ออกมาอีก มันก็เลยมีจุดที่พอดีอยู่แค่ช่วงหนึ่ง
ส่วนที่เข้าใจว่าความดันสูงอุณหภูมิสูงทำให้เคมีเปลี่ยนนั้นก็เปล่าเช่นกันครับ ตอนที่คั่วกาแฟเคมีมันเปลี่ยนในความร้อนระดับนั้นแหละ และเมื่อ Age มันก็เปลี่ยนไปอีกเรื่อยๆครับ ตอนชงนั้น เราใช้เวลา และอุณหภูมิ ในการควบคุมว่าเราจะเอาอะไรออกมาจากผงกาแฟ แต่ไม่ค่อยได้เปลี่ยนอะไรในนั้นมากมายหรอกครับ ส่วนรสชาติที่เปลี่ยนไปเมื่อน้ำกาแฟเย็นตัวลง อันนั้นเป็นธรรมชาติของ Receptor บนลิ้นเราเอง ที่มีความสามารถรับรสได้ดีในอุณหภูมิที่ต่างกัน เหมือนกันกับต้มยำแสนอร่อยต้อนที่มันร้อนๆ พอมันเย็น... มันก็เปรี้ยวมากขึ้น เพราะฉะนั้นเวลาชิมกาแฟ พอเราปล่อยมันเย็นลงมาอีกนิด เราอาจจะได้รสชาติครบถ้วนขึ้น หรือไม่ก็ Defect โผล่กันตอนนี้แหละครับ
เหนื่อยนะเนีย... |
ผู้ชิม : มดแดงไฟ 26 Jul 09, 21:46.  |
|
ผู้ชิมคนที่: 6 |
ขอบคุณ คุณมดแดงไฟ มากครับ
ถึงแม้จะอ่านแล้ว เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง(จริงๆ ก็อยากถามต่อนะครับ เอาไว้ซักวันคงได้มีโอกาสเจอตัวเป็นๆ)
หากไม่เหนื่อยมาก มีอะไรเพิ่มเติม รบกวนนำมาเขียนเพิ่มเติมด้วยนะครับ (อ่านแล้วน่าสนใจดีครับ)
 |
ผู้ชิม : กุ้งไร้สาร 26 Jul 09, 22:34.  |
|
ผู้ชิมคนที่: 7 |
มันก็มีเพิ่มแหละครับ ไอ้ที่เขียนมันแค่ทั่วไป มันก็มีข้อยกเว้นเหมือนกันกับสารอื่นๆครับ แต่ที่มีอยู่กาแฟตัวหลักๆที่ผมรู้จัก มันเป็นแบบนั้นครับ
ในกาแฟไม่ได้เป็นสารละลายอย่างเดียวครับ ในของเหลวดำๆนั้นมันเป็นทั้งสารละลาย สารแขวนลอย และ emulsion ด้วย ซึ่งสารให้รสให้กลิ่นมันจะอยู่ในทุกส่วนนั่นแหละครับ ส่วนใหญ่รสชาติของกรดทั้งหลายและน้ำตาลจะละลายอยู่ในน้ำ ส่วนพวกกลิ่นจะอยู่ในส่วนของไขมันที่เป็น emulsion เล็กๆในน้ำนั้น ส่วนที่แขวนลอยอยู่ช่วยทำให้เกิด body เป็นผลให้กาแฟที่กรองด้วยกระดาษมักจะมีbody ต่ำกว่าครับ |
ผู้ชิม : มดแดงไฟ 27 Jul 09, 08:35.  |
|
ผู้ชิมคนที่: 8 |
โอ้โห ได้ความรู้อีกแล้ว แต่งงพอสมควร
แล้วคำว่า Volumetric มันคืออะไร
จริงๆๆ แล้วตั้งใจจะซื้อเครื่องมาใช้ และเพื่อไม่ให้เสียของจะเปิดขายหน้าร้านตัวเองด้วยน่ะค่ะ แต่ไม่กล้าซื้อเครื่องใหญ่เกินความจำเป็น เลยตั้งราคาในใจ ไว้ 8-9 หมื่นบาทค่ะแต่พอดูไปเรื่อยๆๆ มันเริ่มจะบานปลาย อยากได้ตัวดีไม่มีปัญหา เสียซ่อมง่าย อะไรหาไม่ยากน่ะค่ะ อยากให้เพื่อนๆๆ ช่วยเลือกให้อีกทีค่ะ ไม่ต้องเอาที่เราจับคู่ก้อได้ค่ะจับคู่ใหม่ให้หน่อยก้อได้ค่ะ กะว่าจะซื้อเครื่องแล้วได้แถมเรียนไปเลย เพราะว่าถ้าเรียนก่อนค่อยมาซื้อเครื่อง จ่าย 2 ต่ออีกค่ะ หรือว่า เพื่อนๆๆ มีคำแนะนำว่ายังงัยดีค่ะ |
ผู้ชิม : ปลายวัน 27 Jul 09, 12:48.  |
|
ผู้ชิมคนที่: 9 |
ขอบคุณอีกครั้งครับ คุณมดแดงไฟ
คุณปลายวัน ครับ ไปเรียนเถอะครับ แล้วค่อยซื้อเครื่อง ผมแนะนำที่บลูคอฟนั่นแหละครับ เรียนแล้วจะตัดสินใจซื้อเครื่องได้ดีกว่าครับ เห็นภาพชัดเจนกว่า และถ้าหากตัดสินใจซื้อเครื่องที่นั่นเลยเขาก็ลดค่าเรียนให้อยู่แล้ว
สำคัญที่สุดคือ ความรู้ ความเข้าใจ ของตัวเองต่อเรื่องกาแฟโดยรวมก่อนครับ
 |
ผู้ชิม : กุ้งไร้สาร 27 Jul 09, 13:04.  |
|
ผู้ชิมคนที่: 10 |
ตามมาเก็บความรู้ครับ
ข้อมูลแน่นเหมือนเดิมนะครับพี่มดแดงไฟ
 |
ผู้ชิม : อิทธิฤทธิ์ 27 Jul 09, 13:41.  |
|
ผู้ชิมคนที่: 11 |
อันที่ 5 นี่ถือเป็นการอธิบาย perfect shot แบบเห็นภาพชัดดีมาก น่าจะเอาไปเปิดเป็นอีกกระทู้
ขอบคุณมากครับคุณมดฯ |
ผู้ชิม : วุฒิ 27 Jul 09, 14:58.  |
|
ผู้ชิมคนที่: 12 |
ขอบคุณมากๆๆ ค่ะสำหรับคำแนะนำ
อยากเรียนมากเลยค่ะ แต่วันเช็คแล้ว บลูคอฟ
ว่างวันที่ 14 สิงหาคม นานมากกกกกเลยค่ะ |
ผู้ชิม : ปลายวัน 27 Jul 09, 15:08.  |
|
ผู้ชิมคนที่: 13 |
| แม้จะงงๆเล็กน้อย แต่หลายๆอย่างก้อแก้ข้อสงสัยที่เคยสงสัยไปได้หลายเรื่องเลยครับ ขแบคุณสำหรับความรู้ดีๆครับ คุณมดแดงไฟ |
ผู้ชิม : BaMBiNoRisTA 19 Aug 09, 17:25.  |
|
|
|
ขอบคุณครับ
ที่ยังแวะเวียนเข้ามาหาข้อมูลและเยี่ยมชม |
|